เปรียบเทียบ Mineral Oil และ Natural Oil

Mineral Oil และ Natural Oil ไม่มีชนิดใดดีกว่าในทุกสูตร Mineral Oil เด่นด้านการเคลือบผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ มีความเสถียรและคุณภาพสม่ำเสมอ

Mineral Oil กับ Natural Oil ต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้อย่างไร? 
 


“Mineral Oil และ Natural Oil ไม่มีชนิดใดดีกว่าในทุกสูตร Mineral Oil เด่นด้านการเคลือบผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ มีความเสถียรและคุณภาพสม่ำเสมอ ขณะที่ Natural Oil มีองค์ประกอบของกรดไขมันและสารธรรมชาติแตกต่างกันตามชนิด การเลือกใช้จึงควรพิจารณาประเภทผลิตภัณฑ์ สภาพผิว Skin Feel อายุผลิตภัณฑ์ งบประมาณ และ Positioning ของแบรนด์ร่วมกัน” แล้วต่อด้วยเนื้อหาข้างล่างต่อไปได้

 

คำว่า "Natural" กลายเป็นหนึ่งในคำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกคำหนึ่ง คือ  Mineral Oil กลับถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การอุดตันผิว และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หากมองในมุมของนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาสูตร หรือ นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง และประสบการณ์จากโรงงานผู้ผลิตแล้ว ความเป็นจริงคือ ไม่มีน้ำมันชนิดใดที่เหมาะกับทุกผลิตภัณฑ์

การเลือกใช้น้ำมันสำหรับพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ต้อง"มาจากธรรมชาติ" หรือ "มาจากปิโตรเลียม" เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น

ดังนั้น การทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่าง Mineral Oil และ Natural Oil จะช่วยให้ทั้งเจ้าของแบรนด์และผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น

Mineral Oil คืออะไร?

Mineral Oil เป็นน้ำมันที่ได้จากการกลั่นและทำให้บริสุทธิ์จากปิโตรเลียม โดย Cosmetic-grade Mineral Oil ที่ใช้ในเครื่องสำอางต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแต่ละประเทศ เช่น กฎระเบียบเครื่องสำอางของสหภาพยุโรป (EU Cosmetics Regulation)

คุณสมบัติเด่นของ Mineral Oil

งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า Mineral Oil มีบทบาทสำคัญในการเสริมการทำงานของเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) และช่วยลดการสูญเสียน้ำ จึงถูกใช้ในมอยส์เจอไรเซอร์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแห้ง และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมาอย่างยาวนาน

Natural Oil คืออะไร?

Natural Oil หมายถึงน้ำมันที่สกัดจากพืชหรือเมล็ดพืช ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่หลากหลายชนิด เช่น

น้ำมันแต่ละชนิดมีองค์ประกอบของกรดไขมัน วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกัน จึงให้คุณสมบัติและสัมผัสบนผิวไม่เหมือนกัน เช่น ข้นหนืดต่างกัน, เกลี่ยบนผิวได้ง่าย/ยากกว่ากัน, เคลือบปกคลุมผิวได้ยาวนานแตกต่างกัน เป็นต้น

จุดเด่นของ Natural Oil

ด้วยคำว่า “Natural” จึงมีส่วนทำให้ Natural Oil มักได้รับความนิยมในการนำใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลากหลายแนวคิด เช่น ผลิตภัณฑ์กลุ่ม

เนื่องจากสามารถสื่อสารเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความเป็นธรรมชาติ และแนวคิดด้านความยั่งยืนได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก จึงไม่ควรเหมารวมว่า "น้ำมันธรรมชาติทุกชนิดมีคุณสมบัติเหมือนกัน"

เปรียบเทียบ Mineral Oil กับ Natural Oil ในมุมของการพัฒนาสูตร

 

หัวข้อ Mineral Oil Natural Oil
แหล่งที่มา ผ่านการกลั่นและทำให้บริสุทธิ์จากปิโตรเลียม สกัดจากพืชหรือเมล็ดพืช
ความเสถียร สูง ไม่เกิดออกซิเดชันง่าย แตกต่างกันตามชนิด อาจเกิดการเหม็นหืนได้หากจัดเก็บไม่เหมาะสม
การรักษาความชุ่มชื้น เด่นด้านการลดการสูญเสียน้ำ ให้ทั้งความชุ่มชื้นและองค์ประกอบทางชีวภาพตามชนิดของน้ำมัน
สารประกอบธรรมชาติ โดยทั่วไปไม่มีวิตามินหรือสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ อาจมีวิตามิน กรดไขมัน และสารต้านอนุมูลอิสระ ขึ้นกับชนิดและกระบวนการสกัด
ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ สูง อาจแปรผันตามฤดูกาล แหล่งเพาะปลูก และวิธีการสกัด
ราคา โดยทั่วไปต่ำกว่า โดยทั่วไปสูงกว่า

 

 

 

เมื่อลูกค้าถามว่า การซึมเข้าสู่ผิว ของน้ำมันทั้ง 2 ชนิด ต่างกันจริงหรือไม่?

เป็นความเข้าใจที่พบได้บ่อยว่า Natural Oil ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า Mineral Oil

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะไม่สามารถตอบคำตอบนี้ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เพราะการซึมเข้าสู่ชั้นผิวของน้ำมันในผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

สำหรับ Cosmetic-grade Mineral Oil งานทบทวนข้อมูลด้านพิษวิทยาพบว่า ส่วนใหญ่จะคงอยู่บริเวณชั้นนอกของผิวและทำหน้าที่เป็นชั้นเคลือบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ มากกว่าจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน น้ำมันจากพืชบางชนิดมีองค์ประกอบของกรดไขมันที่แตกต่างกัน ทำให้ลักษณะการกระจายตัวและความรู้สึกหลังทาแตกต่างกัน แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำมันธรรมชาติทุกชนิดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่าเสมอไป

 

การเลือกใช้ Mineral Oil หรือ Natural Oil ควรพิจารณาจากอะไร?

ในมุมของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง การเลือกใช้น้ำมันไม่ได้มีคำตอบแบบ "ถูก" หรือ "ผิด" แต่เป็นการพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมาย และภาพลักษณ์ของแบรนด์

ผู้บริโภคอาจให้ความสำคัญกับความรู้สึกหลังใช้หรือที่มาของวัตถุดิบ ขณะที่นักพัฒนาสูตรจะต้องพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม เช่น ความเสถียรของสูตร ความเข้ากันได้กับส่วนผสมอื่น ต้นทุน และอายุการเก็บรักษา

เมื่อใดที่ Mineral Oil อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ในสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

Mineral Oil มักถูกเลือกใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่พบการใช้ ได้แก่

 

แล้วเมื่อใดที่ Natural Oil อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ในสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

Natural Oil มักได้รับความนิยมในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสร้างคุณค่าจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น

นอกจากคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นแล้ว น้ำมันจากพืชหลายชนิดยังมีกรดไขมันจำเป็น วิตามิน หรือสารประกอบจากธรรมชาติ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามชนิดของน้ำมัน วิธีการสกัด และการเก็บรักษา

อย่างไรก็ตาม น้ำมันธรรมชาติหลายชนิดมีแนวโน้มเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่ายกว่า ซึ่งมักจะทำให้เกิดกลิ่นหืนได้ง่าย จึงอาจต้องพิจารณาการใช้สารต้านออกซิเดชัน การเลือกบรรจุภัณฑ์ และการควบคุมสภาวะการเก็บรักษาเพื่อช่วยรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์

 

Clean Beauty หมายความว่าต้องไม่มี Mineral Oil หรือไม่?

หนึ่งในความเข้าใจที่พบได้บ่อย คือผลิตภัณฑ์ที่เป็น Clean Beauty จะต้องไม่มี Mineral Oil เสมอ

ในความเป็นจริง ยังไม่มีคำจำกัดความสากลเพียงหนึ่งเดียวของคำว่า "Clean Beauty" แต่ละแบรนด์หรือแต่ละผู้ค้าปลีกอาจกำหนดเกณฑ์ของตนเองแตกต่างกัน บางแห่งหลีกเลี่ยงส่วนผสมบางประเภท ขณะที่บางแห่งให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูล ความปลอดภัยของวัตถุดิบ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ดังนั้น การมีหรือไม่มี Mineral Oil จึงไม่ใช่เกณฑ์เพียงข้อเดียวในการพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์เป็น Clean Beauty หรือไม่ แต่ควรพิจารณาร่วมกับแนวคิดของแบรนด์ มาตรฐานที่ใช้ และความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมาย

 

ความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของน้ำมันเพียงอย่างเดียว

การประเมินความยั่งยืนของวัตถุดิบควรพิจารณาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เช่น

น้ำมันจากพืชอาจ ขาดแคลนได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่หากการเพาะปลูกส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม ก็อาจไม่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนในภาพรวมได้เช่นกัน

ในทางกลับกัน Mineral Oil แม้มีต้นกำเนิดจากทรัพยากรฟอสซิล แต่การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควรอาศัยข้อมูลตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) มากกว่าการพิจารณาจากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียว

ตารางสรุปการเลือกใช้ Mineral Oil และ Natural Oil

หัวข้อเปรียบเทียบ Mineral Oil Natural Oil
การรักษาความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำได้ดี ให้ความชุ่มชื้นและคุณสมบัติแตกต่างตามชนิดของน้ำมัน
ความเสถียร สูง แตกต่างกันในแต่ละชนิด
ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ สูง อาจแปรผันตามแหล่งผลิตและฤดูกาล
การเล่าเรื่องแบรนด์ เน้นประสิทธิภาพของสูตร เน้นธรรมชาติ แหล่งที่มา และความยั่งยืน
ต้นทุน โดยทั่วไปต่ำกว่า โดยทั่วไปต่ำกว่า
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พบได้บ่อย Moisturizer, Baby Care, Barrier Cream Premium Skincare, Facial Oil, Clean Beauty

ข้อสังเกต: ในทางปฏิบัติ นักพัฒนาสูตรจำนวนมากเลือกใช้ Mineral Oil ร่วมกับ Natural Oil เพื่อให้ได้ทั้งประสิทธิภาพ ความเสถียร และสัมผัสที่ต้องการ แทนที่จะเลือกใช้เพียงชนิดเดียว

 

ในมุมการพัฒนาสูตร เลือก Mineral Oil หรือ Natural Oil จากอะไร

การเลือกน้ำมันในสูตรเครื่องสำอางไม่ควรพิจารณาเพียงว่า Ingredient ไหนกำลังได้รับความนิยม แต่ต้องดูทั้งเนื้อสัมผัส ความเสถียร ต้นทุน สี กลิ่น และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ร่วมกันค่ะ

Mineral Oil มักเหมาะกับสูตรที่ต้องการน้ำมันพื้นฐานที่มีความสม่ำเสมอและมีความเสถียรต่อ oxidation ค่อนข้างดี เช่น ครีมบำรุงผิว บาล์ม หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณสมบัติด้าน emolliency และ occlusivity

ส่วน Natural Oil สามารถช่วยสร้าง Character และแนวคิดของผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายกว่า แต่คุณสมบัติจะแตกต่างกันตามชนิดของน้ำมัน กระบวนการผลิต และระดับการ refining บางชนิดจึงอาจมีสีหรือกลิ่นเฉพาะตัว รวมถึงมีความไวต่อ oxidation มากกว่า ซึ่งต้องนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาสูตรค่ะ

ในหลายกรณีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง นักพัฒนาสูตรสามารถใช้ Mineral Oil และ Natural Oil ร่วมกัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสถียร เนื้อสัมผัส ต้นทุน และ Product Concept ได้

ทำไมไม่ควรเลือกน้ำมันจากกระแสการตลาดเพียงอย่างเดียว

ปัญหาที่พบได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือการกำหนดน้ำมันจากชื่อ Ingredient ที่กำลังได้รับความนิยมก่อน แล้วจึงพยายามปรับสูตรให้รองรับภายหลัง

ในทางปฏิบัติ การเพิ่ม Natural Oil ในปริมาณสูงอาจไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ แต่อาจทำให้สี กลิ่น เนื้อสัมผัส และความเสถียรของสูตรเปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งอาจต้องให้ความสำคัญกับ oxidative stability เพิ่มขึ้น

ดังนั้น ก่อนกำหนดชนิดและเปอร์เซ็นต์ของน้ำมัน ควรพิจารณาว่า Ingredient นั้นมีหน้าที่อะไรในสูตร และปริมาณที่เลือกเหมาะกับ Product Brief จริงหรือเป็นเพียงปริมาณที่ต้องการใช้เพื่อการสื่อสารค่ะ


 

ประเด็น Mineral Oil Natural Oil
ความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ ควบคุมได้ค่อนข้างง่าย แตกต่างตามชนิดและเกรด
สีและกลิ่น ดยทั่วไปค่อนข้างเป็นกลาง บางชนิดมีสีและกลิ่นเฉพาะ
Oxidation ค่อนข้างเสถียร แตกต่างตามองค์ประกอบของน้ำมัน
Product Concept เน้น Function ของสูตร สามารถเชื่อมกับ Natural Ingredient Story
การพัฒนาสูตร ดู Sensory และระบบสูตรโดยรวม ควรพิจารณา Stability เพิ่มตามชนิดและปริมาณ

 


 

 

หากใช้ Natural Oil สูง ต้องคิดเรื่อง Stability และ Packaging เพิ่ม

เมื่อสูตรมี Natural Oil ในปริมาณสูง โดยเฉพาะน้ำมันที่ไวต่อ oxidation การพัฒนาสูตรควรมองมากกว่าเรื่องเนื้อสัมผัสหรือการแยกชั้น เพราะคุณภาพของน้ำมันอาจเปลี่ยนแปลงระหว่างการเก็บรักษา และส่งผลต่อสี กลิ่น รวมถึงลักษณะโดยรวมของผลิตภัณฑ์ได้ค่ะ

1. Stability Test ต้องดูมากกว่าการแยกชั้น

การทดสอบความคงตัวควรติดตามทั้งสี กลิ่น ความหนืด ลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์ และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษา สำหรับน้ำมันที่มีความไวต่อ oxidation อาจต้องพิจารณาการทดสอบด้าน oxidative stability เพิ่มเติมตามความเหมาะสมของสูตร

2. แสง อากาศ และอุณหภูมิ มีผลต่อการเลือก Packaging

Natural Oil แต่ละชนิดมีความไวต่อปัจจัยแวดล้อมไม่เท่ากัน หากสูตรมีองค์ประกอบที่ไวต่อแสงหรือ oxidation การเลือกบรรจุภัณฑ์ควรพิจารณาความสามารถในการลดการสัมผัสแสงและอากาศร่วมด้วย ไม่ควรเลือกจากรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียวค่ะ

3. ควรทดสอบสูตรกับบรรจุภัณฑ์ที่จะใช้จริง

สูตรที่มีความเสถียรในภาชนะทดลอง ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเหมือนกันในบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท การทดสอบกับ Packaging จริงจึงช่วยประเมินความเข้ากันได้และความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาวะการเก็บรักษาที่กำหนด

ในมุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สูตรและบรรจุภัณฑ์จึงควรถูกออกแบบเป็นระบบเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้ Natural Oil ในสัดส่วนสูงค่ะ

 

Key Takeaway

จากประสบการณ์ในการพัฒนาสูตรสินค้าประเภท oil หากเจ้าของแบรนด์ท่านใดที่กำลังสับสนว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นจะเลือกใช้ oil ชนิดไหนดี 

การเลือกใช้ Mineral Oil หรือ Natural Oil ไม่ควรตั้งอยู่บนคำถามว่า "ชนิดไหนดีกว่า" แต่ควรตั้งคำถามว่า "ชนิดไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์นี้มากกว่า"

ทั้งสองประเภทมีบทบาทและข้อดีที่แตกต่างกัน

สำหรับเจ้าของแบรนด์ การเลือกวัตถุดิบควรพิจารณาทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ มากกว่าการตัดสินจากแหล่งที่มาของน้ำมันเพียงอย่างเดียว

 

FAQ 

Mineral Oil อุดตันผิวจริงหรือไม่?

ยังไม่มีข้อสรุปว่าน้ำมันแร่เกรดเครื่องสำอางทำให้เกิดการอุดตันในทุกคน การตอบสนองขึ้นอยู่กับสภาพผิว สูตรผลิตภัณฑ์ และส่วนผสมอื่น ๆ ภายในสูตร

Natural Oil ปลอดภัยกว่า Mineral Oil เสมอหรือไม่?

ไม่เสมอไป ความปลอดภัยของวัตถุดิบขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบ การผลิต การทำให้บริสุทธิ์ ความเข้มข้น และการออกแบบสูตร มากกว่าการพิจารณาจากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียว

สามารถใช้ Mineral Oil และ Natural Oil ร่วมกันได้หรือไม่?

ได้ ในทางการพัฒนาสูตรเครื่องสำอาง การผสมน้ำมันทั้งสองประเภทเป็นแนวทางที่พบได้บ่อย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสถียร ประสิทธิภาพ และสัมผัสของผลิตภัณฑ์

เจ้าของแบรนด์ควรเลือกน้ำมันอย่างไร?

ควรเริ่มจากการกำหนด Positioning ของแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย ประเภทผลิตภัณฑ์ งบประมาณ และคุณสมบัติที่ต้องการ แล้วจึงเลือกวัตถุดิบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์การพัฒนาสูตรและการสื่อสารกับผู้บริโภค

 

 แหล่งข้อมูลอ้างอิง


Mineral Oil vs Natural Oil ต่างกันอย่างไร

ผลิตภัณฑ์แนะนำ

CUV 65 พี.ซี. วิป ครีม สปอท ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50+ พีเอ+++ P.C. WHIPPED CREAM SPORT SUNSCREEN SPF 50+ PA+++ ครีมกันแดดเนื้อบางเบา สูตรกันน้ำ(very water resistance) มีผลการทดสอบรับรอง สูตร paraben free
CSL 38 พี.ซี. เจจู ฟลอเลส สกิน เซรั่ม P.C. JEJU FLAWLESS SKIN SERUM เจจู ซากุระ เซรั่ม ด้วยสารสกัดจากประเทศเกาหลี - บริษัทพรีมา แคร์ โรงงานรับผลิตครีม เจล เซรั่ม เครื่องสำอาง เวชสำอาง อาหารเสริม...
B-FMP 15 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วาย.โอ.เอ็น. Y.O.N. DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT ชีวิตดีเริ่มต้นที่... Y.O.N. DIETARY SUPPLEMENT PRODUCT
บทความน่ารู้สร้างแบรนด์ ทำแบรนด์ แนะนำ

8 วิธีกินรับประทานคอลลาเจนผงชงดื่ม กินยังไงตอนไหนให้ได้ผลสูงสุด ดีที่สุด อยากกินคอลลาเจนผงชงดื่มให้ได้ผลดีที่สุด ต้องกินยังไง? พรีมา แคร์ มีคำตอบ! อธิบายแบบเข้าใจง่าย ครบทุกขั้นตอน กับ 8 วิธีกินคอลลาเจนผงชงดื่มให้ได้ผลสูงสุด...
เทคนิคตั้งชื่อแบรนด์ สร้างแบรนด์ครีมอาหารเสริมให้ปัง การตั้งชื่อแบรนด์สินค้าเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เทคนิคตั้งชื่อแบรนด์ให้โดนใจ จดจำง่ายสำหรับมือใหม่ เริ่มสร้างทำแบรนด์ครีม เวชสำอาง เครื่องสำอาง อาหารเสริม...
10 ข้อที่ควรรู้ เรื่องอันตรายจากยาลดความอ้วน อยากลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย? รู้ไว้ก่อนใช้ยาลดความอ้วน อันตรายกว่าที่คิด เพราะมีสารอันตรายในยาลดความอ้วน มีโทษมากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย...
ภัยเงียบทำร้ายสุขภาพ นอนไม่หลับ เรื่องวุ่นวายของคนยุคใหม่ นอนไม่หลับ นอนไม่พอ เพลีย หลับไม่เต็มอิ่ม เนื่องจากความเครียด ภัยเงียบทำร้ายสุขภาพ จะสั่งผลิตสร้างทำแบรนด์อาหารเสริมรองรับความต้องการได้หรือเปล่า...

ช่องทาง SOCIAL MEDIA สำหรับ PREMA CARE

เพื่อรับคำปรึกษาสร้างแบรนด์ทำแบรนด์

รับรองคุณภาพตามมาตรฐานโรงงาน

แลปผลิต ครีม อาหารเสริม

สถานที่ตั้ง ส่วนโรงงาน

55/5 หมู่ 7 ตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110

สถานที่ตั้ง ส่วนสำนักงาน (ออฟฟิศ) รับรองลูกค้า

111/888 หมู่ 5 ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130

เบอร์โทร ออฟฟิศ

02-886-3956 ถึง 57 กด 0

เบอร์โทร ลูกค้าสัมพันธ์

0808-108-109

วันทำการ

จันทร์ - เสาร์

เวลาทำการ

08.30 - 17.30